Movie

สวัสดีครับ

สงกรานต์ไปเที่ยวไหนกันมา?

ผมไม่ได้ไปไหนเลยครับ วันแรกนอนอยู่บ้าน

วันที่สองไปเล่นเกมห้องเพื่อน วันที่สามก็นอนแผ่อยู่ที่บ้านอีกน่ะแหละ

วันนี้ผมจะมารีวิวหนังครับ

เป็นหนังที่ถ้าพูดถึงในแง่ของนักวิจารณ์อเมริกาหรือทั่วโลก

และผู้กำกับทั้งหลาย และในโพลต่างๆ

เรื่องนี้จะมาวินเป็นอันดับหนึ่งเสมอ

นั่นก็คือ "Citizen Kane" ครับ

มันขึ้นชื่อได้ว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดในโลกครับ

ดังนั้นผมเลยต้องไปหามาดู อยากจะรู้ว่าหนังที่ดีที่สุดในโลกเป็นอย่างไร

เรื่องนี้ฉายในปี 1941 โดยผู้กำกับ Orson Welles ที่ตอนนั้นอายุเพิ่งจะ26ปี

เป็นหนังที่เล่าประวัติชีวิตของนาย ชาร์ลส์ ฟอสเตอร์ เคน

นักหนังสือพิมพ์ผู้ร่ำรวย ที่มีทรัพย์สมบัติมากมายจากการวางแผนของแม่เขา

เขามีธุรกิจมากมายให้ดูแล แต่กลับสนใจในธุรกิจหนังสือพิมพ์ดิอินไควเรอร์ที่ทรุดโทรม

และทำให้ตัวเขาโด่งดังจนเล่นการเมืองได้ แต่ก็ต้องสอบตกไปเพราะมีเรื่องผู้หญิงมาเกี่ยวข้อง

เขาชอบสะสมปฏิมากรรมจากทั่วทุกมุมโลก และในที่สุดเขาก็สร้างซานาดู

เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจส่วนตัวที่เทียบได้กับสวนลอยบาบิโลนเลยทีเดียว


หนังเริ่มดำเนินด้วยการตามหาสิ่งที่สื่อถึงคำว่า "โรสบัด" ซึ่งเป็นคำพูดสุดท้ายของเคน

โดยมีนายทอมป์สันที่ถูกหัวหน้าสั่งให้ตามหา เพื่อมาประกอบกับหนังข่าวชีวประวัติเคน

ออร์สันใช้วิธีเล่าด้วยการให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเคนนึกถึงสิ่งเหล่านั้น

และสุดท้ายโรสบัสคืออะไร เป็นสิ่งที่คุณต้องไปตามหากันเอาเอง



อาจจะงงว่าทำไมถึงได้เป็นหนังดีที่สุดในโลก

ตามความคิดที่สมองส่วนนึงผมดูไป

อาจจะธรรมดาๆ เพราะเทคนิคการเล่าเรื่องก็ธรรมดา เมื่อเทียบกับสมัยนี้

แต่...

ลองคิดดูดีๆนะครับ นี่มันหนังในปี 1941 พ่อผมกำลังจะเกิดเลยมั้งครับ

ส่วนแม่ก็เป็นวุ้นอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้เลย

เทคนิคการเล่าเรื่องด้วยภาพ ที่เหนือชั้น

การใช้มุมกล้องที่สมัยนั้นไม่น่าจะใช้กันแน่นอน เพราะมาเทียบกับหนังสมัยนี้

มุมกล้องของcitizen kane เรียกได้ว่า"เทพ"

บวกกับการเล่นแสงที่เฉียบขาด แสงที่สวยงามมากจนคิดว่า

นี่มันบังเอิญ หรือว่าตั้งใจ แต่แน่นอนล่ะ คงจะต้องตั้งใจแน่ๆ

เพราะOrsonเค้าเป็นอัจฉริยะ ดนตรีที่เล่นกับคนดู การจัดวางวัตถุในเฟรมให้สวย

และที่ขาดไม่ได้ที่จะต้องชมอย่างแรงก็คือ เทคนิคทางด้านภาพของเขา

ที่ล้ำหน้าล้ำยุคมากๆ เช่น การซูมเข้าไปในภาพถ่ายที่มีคนนั่งเรียงกันถ่ายรูป

ซูมจนเป็นฉากเคลื่อนไหวของภาพนั้นขึ้นมาสมัยนี้เจอกับในหนังแทบทุกเรื่อง

(ใครที่เรียนหนังบอกทีนะครับ ว่าเค้าเรียกว่าเทคนิคอะไร

ผมก็เรียนเกี่ยวกับเทือกๆนี้แต่ไม่ได้เข้าเรียนเลยครับ เลยไม่มีความรู้ 555)

ดังนั้นก็คงไม่น่าแปลกใจที่จะได้อันดับหนึ่งของโพลหนังชั้นดีมาตลอด

แต่สำหรับผมก็คงจะให้ ประมาณ 8.5/10 ครับ

เพราะหนังแม้จะเทคนิคการเล่าเรื่องแพรวพราว แต่ก็ยังไม่ถึงกับ "ดึง"

ความรู้สึกให้อินไปตามหนังได้

(ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับความง่วงหรือเปล่า ผมแอบหลับใน จนต้องพอสไปล้างหน้า แล้วดูใหม่อีกรอบ)

แต่ยังไงมันก็ต่างจิตต่างใจละครับ ใครจะชอบหนังอะไร ก็คงไม่เกี่ยวกับโพล

เพราะผมไม่ใช่ผู้กำกับ ผมไม่ใช่นักวิจารณ์ผมเป็นแค่คนที่ชอบดูหนังเท่านั้นเอง

จบเพียงเท่านี้แหละครับ

ใครที่สนใจอยากจะดู ก็ติดต่อได้ที่หลังไมค์ครับ

ป.ล ผมเป็นคนอธิบายไม่ค่อยเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจ ก็แปลว่าไม่เข้าใจนะครับ แหะๆ

ป.ลสอง ถ้าผิดพลาดตรงไหนขออภัยด้วยครับ เป็นการรีวิวหนังครั้งแรก ซิงๆเลย >_<

///ผมอยากรีวิวหนังหลายเรื่องที่ผมชอบ แต่ก็ไม่กล้า

ถ้าคราวนี้กระแสตอบรับดี ผมคงจะกล้าล่ะมั้งครับ

ผมอยากจะรีวิวในสไตล์ของตัวเอง ที่ไม่ต้องเหมือนใครน่ะครับ อยากลองดู

เจอกันเอนทรี่หน้าครับ

รักนัท >_<

สวัสดีครับ เรื่องที่สองแล้วสินะเนี่ย

วันนี้จะมารีวิวหนังเรื่อง "Lock, Stock and Two Smoking Barrels" ครับ

เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ วัยรุ่นสี่นาย โดยมี

tom หัวหน้าแก๊งที่มีอาชีพลักเล็กขโมยน้อย ขโมยทุกอย่าง

(แสดงโดย Jason Flemyng)

soap (หรือสบู่ ได้ชื่อนี้มาเพราะมือสะอาดไม่แตะงานมิจฉาชีพ) มีอาชีพเป็นกุ๊ก

(แสดงโดย Dexter Fletcher)

เบคอน ผู้รับหน้าที่ขายของที่ขโมยมาได้ด้วยฝีปากเฉียบขาด แต่ก็โดนตำรวจไล่ทุกทีไป

(แสดงโดย Jason Statham)

และเอ๊ด ตัวเอกของเรื่อง ที่คิดว่าตัวเอง มีพรสวรรค์ในการเล่นไพ่เหลือล้น

(แสดงโดย Nick Moranที่เล่นcsi miami ด้วยน่ะครับ)

จนทำให้เกิดเรื่องราวทั้งหมดของหนังขึ้น

ทั้งสี่คนรวบรวมเงินคนละ 25000 ปอนด์ เพื่อนำไปเล่นไพ่ที่บ่อนลับของแฮร์รี่หน้าเลือด

ผู้เป็นอริเก่าของพ่อเอ๊ด ซึ่งมีกำหนดว่าต้องมีเงินแสนปอนด์เท่านั้นถึงจะเล่นได้

แต่แล้ว อธรรมก็ชนะธรรมะ เอ๊ดที่เข้าไปเล่นไพ่ถูกแฮร์รี่โกงแบบย่อยยับ

โดนไปซะ500,000 ปอนด์ และกำหนดข้อตกลง ให้จ่ายภายในเจ็ดวัน

ไม่งั้นจะมีอันเป็นไป และ จะยึดบาร์ของพ่อเอ๊ดด้วย

เมื่อเพื่อนๆรู้เข้าก็หาวิธีการต่างๆ แต่โชคหรือความซวยมาบังเกิดก็ไม่รู้

ข้างๆห้องที่เอ๊ดเช่าอยู่ มีกลุ่มมิจฉาชีพใช้เป็นสำนักงาน

กำลังพูดถึงการปล้นรังปลูกกัญชา ที่ทำเงินมหาศาล มีแค่พวกพี้ยาที่อ่อนปวกเปียกดูแลมัน

เอ็ดบังเอิญได้ฟังมันเข้า จึงดักฟังต่อและวางแผนต่างๆ เพื่อเตรียมเข้าปล้นซ้อนอีกที

แต่เมื่อปล้นมาแล้ว เหตุการณ์ต่างๆ มันไม่เป็นอย่างใจ

เพราะกัญชาทั้งหมดนั้น เป็นของรอรี่นักธุรกิจผิดกฏหมายต่างๆ

ทำให้เหตุการณ์สับสนวุ่นวายอลหม่าน แล้วยังไปเกี่ยวกับปืนราคาสามแสนปอนด์

และอะไรต่อมิอะไร ถ้าจะให้อธิบายแบบสปอยโต้งๆก็คงจะประสาทกันเลยทีเดียว

เพราะมันพันกันไปพันกันมายังกะรังนก จนทำให้กลายเป็นเสน่ห์ของเรื่องนี้ไปเลยทีเดียว

มาว่ากันถึงผู้กำกับ กาย ริชชี่ (สามีมาดอนน่า และผู้กำกับหนังเรื่อง snatch นั่นไง)

สำหรับหนังเรื่องนี้คือเรื่องที่สอง และมันทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมา

ด้วยการเขียนบทอันน่าทึ่ง การผูกพลอตและตัวละครเข้าหากัน แบบไม่น่าเชื่อ

จนคนดู(อย่างผม)ต้องร้อง "แม่งว่างคิดได้ยังไง"

เทคนิคด้านภาพที่ชวนปรบมือ มีทีมงานมาทำลำดับภาพได้อย่างแจ่มแจ๋ว

มีซาวนด์แทรกเจ๋งๆที่ส่วนมากเป็นเพลงอัลเทอร์เนทีฟมาคลุกเคล้าให้ดูหนังสนุกขึ้น

องค์ประกอบทั้งหมดนี้ ทำให้เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่อยู่ในดวงใจของใครหลายๆคนเลยทีเดียว

สำหรับใครที่ชอบหนังที่มีการเล่นพลอตเรื่องที่น่าติดตาม แบบว่าว่างคิดได้ไงเนี่ย

ก็สมควรที่จะหาเรื่องนี้มาดูกันได้ คงจะไม่ผิดหวังกันเป็นแน่แท้ครับ

สำหรับใครที่ต้องการหนังเรื่องนี้ไปดูก็หลังไมค์เช่นเคยนะครับ

เจอกันเอนทรี่หน้าครับ บูยๆ

//ผมดูหนังทุกวัน ดังนั้นจึงอาจจะมีรีวิวทุกวันนะครับ

ใครอยากจะรีเควสเรื่องไหน ก็บอกมาเลยครับ จะเป็นพระคุณมากๆ ^^

///เพราะการรีวิวหนึ่งเรื่องมันเหนื่อยมากๆๆ กว่าการแค่พิมพ์เหยาะๆนะครับ

ดังนั้นจึงขอบคุณทุกคอมเม้นท์เลยครับ ^^ เห็นแล้วคงหายเหนื่อย



ฟิคโตะคุง
View full profile